Website(89)

Website(89)





📢 สถานการณ์


▶️ ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่าน ขณะที่ อิหร่าน ทำการโจมตีตอบโต้ ไม่เพียงแต่ อิสราเอล เท่านั้น แต่ยังรวมถึง หลายประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียด้วย เช่น กาตาร์, UAE, คูเวต, จอร์แดน, บาห์เรน เป็นต้น


▶️ จุดสำคัญ คือ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งมักถูกหยิบยกมาพูดถึงเมื่อมีเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณอ่าวเปอร์เซีย โดยช่องแคบนี้ เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณการใช้น้ำมันทั่วโลก และประมาณ 80% ที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้ ถูกส่งไปยังเอเชีย ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากเกิดขึ้นจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง


▶️ ล่าสุด มีรายงานข่าวว่า อิหร่านมีความพยายามที่จะเข้าไปปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังไม่มีรายงานว่า สามารถเข้าไปปิดได้โดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ดี สถานการณ์การสู้รบ ก็อาจกระทบต่อแผนการเดินทางของเรือขนส่งน้ำมันที่ต้องผ่านเส้นทางนี้ ทำให้มีความล่าช้าออกไปในช่วงเวลานี้


📉 ผลกระทบต่อตลาด


▶️ คาดว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ และน้ำมัน จะตอบรับเชิงบวกต่อสถานการณ์ในอิหร่าน ด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้


▶️ ด้านตลาดหุ้นโลก เหตุการณ์การสู้รบและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระยะหลัง มักมีผลกระทบเชิงลบต่อจิตวิทยาการลงทุนของตลาดหุ้นในระยะสั้นเท่านั้น ถ้าเหตุการณ์นั้นไม่ได้ทำให้เกิดการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ จนทำให้ธนาคารกลางหลัก ต้องปรับนโยบายการเงินให้ตึงตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหมือนเช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2022


▶️ เบื้องต้น เราประเมินว่า หากสหรัฐฯ และอิสราเอล สามารถปิดเกมการสู้รบได้เร็วและสามารถควบคุมความเสียหายได้ ตลาดหุ้นโลก จะปรับตัวลงในช่วงสั้น แล้วค่อย ๆ ฟื้นตัวหลังจากนั้น ในทางกลับกัน กรณีที่อิหร่าน ยกระดับการสู้รบขึ้นเป็นสงครามระดับภูมิภาคที่ลุกลามบานปลายและมีความยืดเยื้อ และ/ หรือ สามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้โดยสมบูรณ์และกินระยะเวลานาน ตลาดหุ้นโลกมีโอกาสปรับตัวลงแรงและฟื้นตัวช้ากว่าที่เราประเมินได้ อย่างไรก็ดี รายงานข่าวการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด (Supreme Leader) ของอิหร่าน ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการใช้มาตรการตอบโต้แบบรุนแรงมากของอิหร่าน น่าจะลดน้อยลงไป


▶️ กรณีที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงและอยู่ในระดับสูงมากเป็นระยะเวลานาน จะเป็นแรงผลักดันให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้น มีความเสี่ยงที่ Fed จะลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 2 ครั้ง เป็นแรงกดดันต่อตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ ทำให้ Bond Yield สหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อเนื่องมาสู่หุ่นกลุ่ม Growth ที่มักมีความอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ย


♟️ กลยุทธ์การลงทุน


▶️ ด้วยสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง กลยุทธ์ช่วงนี้ คือ พร้อมตั้งรับแรงกระแรกแต่ไม่ต้องตื่นตระหนก เน้นจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภท สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้จำกัด อาจพิจารณาเพิ่มน้ำหนักในกองทุนตลาดเงิน (SCBMONEY/ SCBTMFPLUS) และตราสารหนี้ระยะสั้น (SCBSFFPLUS) เป็นตัวเลือกในการรักษาสภาพคล่องและช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน ส่วนหุ้นต่างประเทศ อาจปรับพอร์ตมาลงทุนในกองทุนหุ้น Low Volatility (SCBLEQ) หรือหุ้นโลกเชิง คุณภาพ (SCBGQUAL)


▶️ แต่ในระยะกลาง หากสถานการณ์ไม่ได้ลุกลามบานปลายและยืดเยื้อมาก เรายังมองว่า เมื่อความผันผวนลดระดับลงแล้ว การปรับตัวลงมาของตลาดหุ้นโลกเป็นโอกาสของการทยอยสะสมหุ้นกลุ่ม Technology & AI ซึ่งราคาปรับตัวลงมาตั้งแต่ปลายปีก่อนจนถึงต้นปีนี้ แต่เรามีมุมมองเชิงบวกระยะยาวและได้ประโยชน์จากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล AI (SCBNDQ)


▶️ ทองคำ เรามีมุมมองเชิงบวกและคาดว่า จะได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่หากราคาทองคำ เปิดกระโดดขึ้นแรงในวันจันทร์ เราแนะนำให้รอดูสถานการณ์ก่อน มากกว่าที่จะไล่ซื้อตามในทันที เพราะหากการสู้รบ จบลงได้เร็ว ราคาทองคำก็มีโอกาสย่อตัวลงมาได้เช่นกัน
 
Source: BBC, CNN, Reuters, Bloomberg (during 28 February – 1 March 2026)


ที่มา : SCBAM


_____________________________


• ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต 
• กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ 
• ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน