ผ่า 5 ทางรอด“กองทุนประกันสังคม” ก่อนเจอวิกฤติเงินไม่พอ
โพสต์เมื่อ : 8 ก.ค 2567 เวลา 3:48 น.

รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 1 ปี 2567 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุถึงความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม มีแนวโน้มที่จะต้องจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญให้แก่ผู้ประกันตนที่เกษียณอายุ จำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต
ยอดเงินกองทุนประกันสังคมปี 68 สะสม 5 ล้านล้านบาท เสี่ยงเหลือ 0 ในปี 97 จาก 2 ปัจจัยเสี่ยง คนอายุยืน อัตราเกิดต่ำ วัยทำงานน้อยลง อัตราเงินสมทบต่ำเกินไป
ทางรอดกองทุนประกันสังคม “ทีดีอาร์ไอ-บอร์ดฝ่ายผู้ประกันตน” เสนอ ปรับเกณฑ์จ่ายเงินบำนาญชราภาพ คำนวณประกันสังคมใหม่ เพิ่มอายุเกษียณ ปรับเพดานเงินสมทบ และเพิ่มจำนวนผู้ประกันตนมาตราอื่นๆ เชื่อจะทำให้เงินให้งอกเงยกองทุนไม่เจ๊ง
รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 1 ปี 2567 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุถึงความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะต้องจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญให้แก่ผู้ประกันตนที่เกษียณอายุ ซึ่งจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต สวนทางกับแนวโน้มจำนวนแรงงานรุ่นใหม่ ที่จะส่งเงินสมทบเข้าสู่กองทุนฯ ลดลง
ผลการศึกษางบประมาณด้านการคุ้มครองทางสังคมของประเทศไทย ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2566 พบว่าช่องว่างระหว่างรายรับและรายจ่ายของกองทุนประกันสังคมมาตรา 33 และมาตรา 39 มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก โดยในปี 2556 สัดส่วนรายจ่ายต่อรายรับอยู่ที่ 34.6% เพิ่มขึ้นเป็น 73.4% ในปี 2564
ในปี 2575 จำนวนผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพอาจมีมากถึง 2.3 ล้านคน จากเดิมที่ในปี 2565 มีจำนวนเพียง 7.6 แสนคนเท่านั้น เป็นความเสี่ยงที่กองทุนฯ จะประสบปัญหาด้านสภาพคล่องและความยั่งยืน จะส่งผลต่อเนื่อง ไปยังผลประโยชน์ของผู้ประกันตนในอนาคต
ระดมสมองกันกองทุนประกันสังคมล้มละลาย
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน กล่าวว่า ข้อมูลเมื่อสิ้นปี 2566 มีเงินกองทุนประกันสังคมประมาณ 2.55 ล้านบาท อนาคตจะมีการเก็บเงินเข้ากองทุนต่อเนื่องทุกปี เข้าสูงสุดในปี 2568 มีเงินสะสม 5 ล้านล้านบาท แต่หลังจากนั้นหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร กองทุนประกันสังคมจะเหลือศูนย์บาทในปี 2597
เพราะสังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ มีคนเสียชีวิตมากกว่าคนเกิดใหม่ต้องร่วมกันระดมสมองเพื่อหาทางไม่ให้กองทุนล้มละลาย เชิญทุกพรรคการเมือง ให้ส่งนักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง นักคิด นักบัญชี ร่วมเสวนาด้วย
ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม(สปส.) ได้ศึกษาตัวอย่างแนวทางการปฏิรูปกองทุนประกันสังคมให้มีความยั่งยืนไว้ในหลายรูปแบบ เช่น การปรับเพดานค่าจ้าง เป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตน เพิ่มทั้งรายรับและรายจ่ายกองทุน, การเพิ่มผู้ประกันตนต่างชาติ เพิ่มจำนวนผู้ประกันตนระยะสั้น เป็นการขยายความคุ้มครองครอบคลุมแรงงานในประเทศมากยิ่งขึ้น, การปรับเพิ่มผลตอบแทนการลงทุน ,การปรับเพิ่มอายุเกษียณอย่างค่อยเป็นค่อยไป จาก 55 ปีเป็น 65 ปี และการปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนชราภาพ
2 ปัจจัยเสี่ยงกองทุนประกันสังคม
ขณะที่ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของกองทุนประกันสังคม มาจาก 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.ด้านโครงสร้างประชากร ในยุคปัจจุบันคนมีอายุยืนยาวขึ้น ปัจจุบันคนอายุยืนมากขึ้นเรื่อยๆ จะมีคนมีสิทธิรับเงินมากขึ้น แต่คนที่เกิดน้อยลง คนเข้าสู่วัยทำงานน้อยลง แปลว่าคนที่จะมาจ่ายเงินสมทุบเพื่อไปจ่ายบำนาญให้ผู้สูงอายุก็น้อยลง แต่ด้านขาออกผู้สูงอายุมีมากขึ้น
และ2.ด้านการเงิน อัตราเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายต่ำเกินไป ปัจจุบันสมทบเพื่อประโยชน์บำนาญและสงเคราะห์บุตร ฝ่ายลูกจ้าง 3 % และฝ่ายนายจ้าง 3 % ภาครัฐไม่ได้จ่ายสมทบในส่วนนี้ รวมเป็น 6 % เข้าสู่กองทุนประกันสังคม จะแบ่งเป็น 2 % สงเคราะห์บุตรและ 4 % เงินบำนาญชราภาพ เมื่ออายุ 55 ปีบำนาญขั้นต่ำ 20 % ขณะที่สมทบ 4 % เท่ากับรับเงินบำนาญประมาณ 5 ปีก็คุ้มแล้ว ปีที่อายุ 61 จึงเป็นการรับเงินจากคนอื่น เงินจึงออกมากกว่าเงินที่สะสมเข้าไป
“2 เรื่องหลักนี้ทำให้ไปสู่ที่ว่าสักวันเงินกองทุนประกันสังคมจะต้องหมด ซึ่งจากการพยากรณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ณ ปีนี้ คือ 20 ปีบวกลบ และงานวิจัยเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ดูความยั่งยืนทางการเงินค่อนข้างที่จะสอดคล้องกันว่า ประเด็นปัญหาสำคัญคือเงินจะไม่พอใช้”ศ.ดร.วรวรรณกล่าว
เพิ่มอายุเกษียณ-ปรับเพดานเงินสมทบ
ศ.ดร.วรวรรณ กล่าวถึงข้อเสนอทางรอดของกองทุนประกันสังคมว่า ในแง่การศึกษาวิชาการสอดคล้องไปในทางเดียวกันมี 5 ประเด็น ได้แก่ 1.เพิ่มอายุเกษียณที่จะรับเงิน ให้คนที่มีความสามารถในการที่จะทำงานต่อได้ทำต่อและสะสมเงินสมทบเพิ่ม เพื่อที่เมื่อถึงวันรับบำนาญจะได้รับบำนาญเพิ่มด้วย เพราะปัจจุบันหากจ่ายสมทบตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปจะได้รับบำนาญขั้นต่ำ 20% แต่ถ้าทำมากกว่า 15 ปี ทุกๆ1ปีจะได้เพิ่มอีก 1.5% หมายความถ้าทำงานจนถึง 60 ปี ก็จะได้บวกเข้ามาอีก 7.5% ทำให้เงินเริ่มไหลออกช้าลง
2.ปรับเพดานเงินสมทบ จากปัจจุบัน 2 ฝ่ายจ่ายเงินสมทบเพื่อเป็นเงินบำนาญชราภาพ 4% ซึ่งในงานวิจัยเสนอเพิ่มขึ้นขั้นต่ำควรจะเป็น 15-20% ค่อนข้างมาก ดังนั้น การจะปรับไม่ใช่ทำทันที จะต้องค่อยๆปรับ โดยคนที่จะเริ่มรับเงินไม่ควรไปปรับ ต้องมีมาตรการอาจจะเริ่มจากรุ่นใหม่ รุ่นที่เกิดปีไหน ค่อยๆ ปรับจะเร่งรีบไม่ได้
ทำเงินให้งอกเงย-ทวงหนี้รัฐ
3.ทำเงินให้งอกเงยงอกงามให้มากขึ้น จากรายงานเฉลี่ย 10 ปี ตั้งแต่ปี 2554-2564 ผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนฯอยู่ที่ประมาณ 4% ซึ่งค่อนข้างน้อย เพราะเงินกองทุนประกันสังคมมีราว 2 ล้านล้านบาท เป็นกองทุนเงินบำนาญใหญ่สุดในประเทศไทย แต่ผลตอบแทนกลับไม่ได้ดีที่สุด สามารถทำได้ดีกว่านี้ ควรทำได้มากกว่า 4% หากเกิน 4% การงอกเงยของผลตอบแทนดอกเบี้ยทบต้นจะยิ่งเติบโตเร็ว
4.ทวงหนี้จากคนที่ติดหนี้ โดยเฉพาะเงินที่ภาครัฐค้างจ่ายเงินสมทบ จากรายงานประจำปีของประกันสังคมปี 2565 ปีเดียวมีการค้างจ่าย 55,000 ล้านบาท ซึ่งผลตอบแทนที่สูญเสียไปแต่ละปีจำนวนมาก ถ้าค้างหลายปีจะทบต้น จะต้องหาทางไปเอามาเพื่อนำมาลงทุนต่อและได้ผลตอบแทนที่มากด้วย
ปรับลดเงินบริหารจัดการ
และ5.การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ละปีสำนักงานประกันสังคม(สปส.)ใช้เงินเพื่อการบริหารจัดการค่อนข้างสูง แม้ยังใช้ไม่ถึงที่กฎหมายกำหนด 10% ของเงินสมทบ ถ้าสมทบปีละ 1 แสนล้านจะใช้บริหารจัดการได้ปีละ 10,000 ล้านบาท ขณะที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ใช้เงินบริหารจัดการแค่ 2-3% ครอบคลุมการดูแลประชากรเกือบ 50% ฉะนั้น ต้องมี Benchmark ให้ประกันสังคมบริหารจัดการให้ไม่เกินและมีประสิทธิภาพ หรือควรปรับกฎหมายที่กำหนดไว้สูง
“ข้อเสนอเหล่านี้ทำได้ไม่ง่าย โดยเฉพาะในเรื่องการเพิ่มอายุเกษียณและปรับเพดานเงินสมทบ ฉะนั้น การจะปรับต้องมีกระบวนปรึกษาหารือกับผู้ประกันตน ค่อยๆทำความเข้าใจ และต้องมีโรดแมปที่ชัดเจน ส่วนเรื่องทำเงินให้งอกเงยมากขึ้น ,ทวงหนี้ให้ได้ และบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทำได้เร็วและง่าย เพราะไม่กระทบผู้ประกันตน” ศ.ดร.วรวรรณ กล่าว
ต้องเพิ่มจำนวนผู้ประกันตนมาตราอื่นๆ
ด้าน รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน คณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ดประกันสังคม) กล่าวว่า ทุกกองทุนทั่วโลกมีความเสี่ยงอยู่แล้ว ในการบริหารจัดการจึงต้องดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยง หรือพิจารณาการขยายขนาดของกองทุน เพื่อให้กองทุนที่ดูแลคนจำนวนมากสามารถที่จะอยู่ได้ ในฐานะบอร์ดประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน ย้ำเสมอว่าการมีสิทธิประโยชน์หรือปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้ดีขึ้น กับความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมไม่ได้อยู่ตรงข้ามกัน เพราะบ่อยครั้งมีการตั้งสมการว่าถ้าสิทธิประโยชน์มากขึ้น กองทุนก็จะไม่มีความยั่งยืน
รัฐจ่ายดอกเบี้ยเงินคงค้าง
แม้มีการคาดการณ์ของทางคณิตศาสตร์ประกันภัยว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าขาเข้าจะน้อยกว่าขาออก เนื่องจากจำนวนผู้เกษียณ แต่เป็นการจำลองสถานการณ์ ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆตามมาได้
เช่น สามารถออกแบบให้มีการเพิ่มจำนวนผู้ประกันตนผ่านมาตราอื่นๆเข้ามาในกองทุนได้ มีการปรับสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจคนเข้ามาสู่กองทุนประกันสังคม เพราะฉะนั้น ไม่ได้มีสมการเดียวที่จะทำให้กองทุนมีความมั่นคงหรือมีเงื่อนไขที่จะนำสู่การเจ๊งเสมอไป
สิ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นคือ มีเงินจำนวนมากที่รัฐติดค้างจ่ายสมทบอยู่ราว 50,000 ล้านบาท โดยที่รัฐไม่ได้จ่ายดอกเบี้ย หากรัฐจ่ายดอกเบี้ยเท่ากับดอกผลที่ประกันสังคมหาได้ขั้นต่ำ 3% ต่อปี ใน 1 ปีก็จะเป็นเงิน 1,000 กว่าล้านบาท สามารถที่จะนำมาปรับปรังสิทธิประโยชน์ได้ เงินคงค้างจากภาครัฐอยู่ในปริมาณที่สูง เงินคงค้างภาคเอกชนก็ไม่น้อยเช่นกัน
เปลี่ยนสูตรคำนวณเงินบำนาญ
นอกจากนี้ การออกแบบของประกันสังคมมีลักษณะถีบคนออกจากระบบ เช่น หากเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 แล้วต้องออกมาอยู่ในมาตรา 39 กลายเป็นจะได้เงินบำนาญชราภาพน้อยลงหากมาส่งต่อในมาตรา 39 จึงต้องออกแบบระบบให้คนกลับมาเป็นผู้ประกันตน
ถ้าสามารถเปลี่ยนสูตรคำนวณเงินบำนาญให้เป็นค่าเฉลี่ยของรายได้แทนที่จะเป็นคิดจากรายได้ 5 ปีสุดท้าย จะทำให้ได้เงินจากผู้ประกันตนกลับเข้ามา เป็นทางออกที่มีได้มากกว่าการปรับเพดานเงินสมทบหรือการขยายอายุเกษียณ
ปรับเงินขั้นต่ำใช้คำนวณประกันสังคม
รวมถึง รายได้ขั้นต่ำที่จะส่งประกันสังคมอยู่ที่ 1,600 บาทต่อเดือน เมื่อไปดูสถิติพบว่าสถานประกอบการประมาณ 25 % รายงานค่าจ้างของคนทำงานน้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำเข้าประกันสังคม ซึ่งผิดปกติ แสดงว่าการที่ประกันสังคมเปิดช่องให้เพดานเริ่มต้นที่จำนวน 1,600 บาทมีปัญหา
หากปรับเป็นขั้นต่ำของเงินเดือนประกันสังคมที่จะคำนวณ เพิ่มเป็น 6,000-7,000 บาทต่อเดือน จะทำให้ช่องทางของการหลีกเลี่ยงการสมทบที่ต่ำเกินจริงของบางสถานประกอบการก็แก้ไขได้ จะมีเงินเพิ่มเข้ามาสู่กองทุนอีกจำนวนหนึ่ง
ส่วนการขยายอายุเกษียณนั้นควรกำหนดรูปแบบต่างๆเพิ่มเติมเป็นมาตรการจูงใจในเชิงบวก เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ประกันตน เช่น หากเลือกรับเงินบำนาญช้าให้ได้รับเงินส่วนเพิ่ม เป็นต้น
มั่นใจกองทุนประกันสังคมไม่เจ๊ง
“จะเห็นได้ว่ามีหลายฉากที่จะสามารถแก้ไขช่องโหว่ที่มีอยู่ และกองทุนประกันสังคมเป็นส่วนกองทุนโดยรัฐที่ยึดโยงกับคนมากที่สุดราว 20 ล้านคน มีคนได้สิทธิประโยชน์ทุกวัน ผลประกอบการยังเป็นบวก เงินขาเข้าก็เป็นบวก จึงมีความมั่นคงอยู่มาก ส่วนที่มีสัญญาณต่างๆก็สามารถที่จะปรับตัวปรับปรุงได้ ย้ำว่ากองทุนประกันสังคมไม่เจ๊ง” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว
ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/health/labour/1134740
#WealthRepublicNews
#Wealthrepublic
#ลงทุน #หุ้น #กองทุน
ติดตามข่าวสารการลงทุนเพิ่มเติมได้ที่
Website : www.wealthrepublic.co.th
Line@ : https://lin.ee/88bI6Cw
Facebook : https://www.facebook.com/wealthrepublic
Youtube : https://www.youtube.com/@Wealth-Republic
@Wealthrepublic