Website-2024-07-03T105600

Website-2024-07-03T105600


นักการตลาดชี้ธุรกิจเผชิญความยากลำบากกว่า “วิกฤติโควิด-19” เหตุ 2 โจทย์ท้าทายดาหน้าถึงปี 2568 จากเมกะเทรนด์ เทคโนโลยี ช่องทางขายเปลี่ยน โลกแบ่งขั้ว ระยะสั้นต้อง “เอาตัวรอด” จาก “วิกฤติ” เศรษฐกิจโตต่ำ หนี้สินเพิ่ม กำลังซื้อครัวเรือนหด แนะโฟกัส 5 คัมภีร์พลิกวิกฤติสู่โอกาส
นายบุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังต่อเนื่องถึงปี 2568 ยังคงเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะจาก 2 ตัวแปรจากมหภาค และจุลภาค โดยภาพใหญ่หรือมหภาค จะมีเมกะเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีระยะยาว 5-10 ปีข้างหน้า ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีการแบ่งขั้วมหาอำนาจ จากโลกที่เคยอยู่รวมกันกลายเป็นโลกทั้งใบแบ่งเป็นส่วนๆมากขึ้น

สำหรับเมกะเทรนด์ที่พลิกโฉมธุรกิจ จากอดีตไทยพึ่งพาการผลิตสินค้าทั่วไป (แมส) เช่น สิ่งทอ เหล็ก สินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ ปัจจุบันเน้นภาคบริการ และผสานกับดิจิทัลมากขึ้นมีอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสารและโทรคมนาคม การบิน​  ฯ

ขณะที่ อนาคตภาคธุรกิจอุตสาหกรรมพึ่งพาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) อินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน (IOT) การผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสะอาด ตลอดจนเทคโนโลยีชีวภาพ

ด้านการตลาดเปลี่ยนแปลงไม่แพ้กัน จะเห็นภาพบริการ และดิจิทัลมีบทบาทในอนาคต เดิมผู้บริโภคไปซื้อสินค้าผ่านห้างค้าปลีก ร้านค้าต่างๆหรือ Physical จากนี้ไปจะทยอยลดสัดส่วนลง เปลี่ยนผ่านการช้อปไปสู่ออนไลน์เข้ามาแทนที่สัดส่วน 50% และอนาคตจะเห็นการหลอมรวมช่องทางขายออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน เช่น ห้างค้าปลีกมีแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นโลกเสมือนจริง(Immersive)

“ภาพเมกะเทรนด์การผลิต ตลาดที่เปลี่ยนไป โจทย์ของสมาคมฯ คือทำอย่างไรจะผลักดันให้ธุรกิจไทยปรับตัวได้ทัน รวมถึงการทำให้คนตัวเล็ก ผู้ประกอบการรายย่อย ใช้เทคโนโลยีสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ซึ่งไทยต้องปรับโครงสร้างการทำธุรกิจ แต่เราทำเรื่องนี้ได้ไม่มากนัก เนื่องจากเวลานี้เผชิญวิกฤติระยะสั้นควบคู่กัน”

เอไอตัวแปรกระทบนักการตลาด
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจและนักการตลาดยังเจอโจทย์หินระยะสั้นจนต้องหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะตัว การเติบโตต่ำเพียงกว่า 2% รวมถึงเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำ 2% เช่นกัน ส่วนจีนที่เป็นความหวังของตลาด การบริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ตัวเลขจีดีพีขยายตัวเพียง 5% เท่านั้น จากอดีตเติบโตได้กว่า 10% ขณะที่ยุโรปจีดีพีโต 0.6% ญี่ปุ่นโตไม่ถึง 1%

ที่สำคัญหนี้สิน หนี้ครัวเรือนของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น กำลังซื้อครัวเรือนชะลอตัว ส่งผลให้การใช้จ่ายซื้อสินค้าน้อยลง กระทบต่อธุรกิจและการทำตลาด ด้านเทคโนโลยีเอไอที่ถูกนำมาใช้มากขึ้น เป็นอีกตัวแปรที่กระทบนักการตลาดมากสุด หากไม่มีการนำเอไอมาใช้ ท่ามกลางผู้บริโภคที่ปรับใช้ตัวเอไอแล้ว จะทำให้อยู่ร่วมกันไม่ได้ และส่งผลต่อการแข่งขันไม่ได้ด้วย

ปี 2567 ลำบากกว่าวิกฤติโควิด
ส่วนยุคโลกาภิวัฒน์ เทคโนโลยีก้าวหน้า ทำให้สังคมติดขัด โลกเคยเชื่อมซัพพลายเชน ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโลกแห่งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทำให้ต้องเลือกขั้วแยกค่ายมากขึ้น รวมถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ธุรกิจสีเขียวหรือรักษ์โลกสำคัญ ทว่า เศรษฐกิจไม่ดีกลายเป็นคำถามว่าใครจะเป็นคนจ่ายให้กับภารกิจดังกล่าว

“สถานการณ์วันนี้ นักการตลาดเข้าใจว่าหมดโควิดแล้วชีวิตคงจะสบาย แต่หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน่าจะลำบากกว่าโควิด โควิด-19 มีมาแล้วหายไป ทว่าความท้าทายในปี 2567- 2568 มี 2 เรื่องสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านเมกะเทรนด์ของธุรกิจและเทคโนโลยีในระยะยาว และการเอาตัวรอดจากวิกฤติและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกในระยะสั้น รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่โตต่ำ ส่งผลต่อการผลิตสินค้าแมสหรือจำนวนมาก เดิมผลิตอะไรออกมาขายก็ได้ ตอนนี้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ส่วนหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อที่หายไป สมาคมฯจึงแนะนำการทำธุรกิจครึ่งปีหลังต้องตั้งหน้า ตั้งใจ ตั้งสติให้ดี สร้างข่าวดีเพื่อเป็นกำลังใจ”

แนะ5โฟกัสสู้ศึกครึ่งปีหลัง
อย่างไรก็ตาม เพื่อเอาตัวรอดท่ามกลางวิกฤติระยะสั้น สมาคมฯ แนะนำโฟกัส 5 ด้านสู้ศึกครึ่งปีหลัง ได้แก่ 1.สร้างแรงบันดาลใจและยกระดับเศรษฐกิจธุรกิจไทยด้วยข่าวสารเชิงบวกและการให้กำลังใจ 2.การนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้เคลื่อนความเท่าเทียมและเข้าถึงที่มากขึ้นสำหรับทุกคน รวมถึงสร้างการเติบโตใหม่ (New Growth) ได้ 

3.ขยายธุรกิจรุกตลาดเอเชีย ซึ่งอยากเห็นภาพองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่จับมือกัน การชักธงรบของทีมไทยแลนด์ รวมถึงรวมพลังประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนสร้างแต้มต่อ เหมือนกับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ผนึกกำลังเจาะการค้าโลก

“เอเชียเป็นตลาดใหญ่ และสัดส่วนจีดีพี 2 ใน 3 ของโลก เมื่อการค้าขายกับยุโรป สหรัฐยากลำบาก ภาคธุรกิจควรหันมาค้าขายกันเองในตลาดเอเชีย สร้างการเติบโตสู่เวทีระดับภูมิภาคและก้าวเป็นแบรนด์โลกต่อไป”

4.การสนับสนุนเอสเอ็มอี จัดหาช่องทางการตลาด ติดอาวุธเครื่องมือเพื่อสื่อสารตลาดให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เนื่องจากเอสเอ็มอีคือรากฐานเศรษฐกิจไทยสัดส่วนถึง 35% และ5.ส่งเสริมโครงการสีเขียวอย่างแท้จริง สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่กรีนจำแลง เพราะปัจจุบันผู้บริโภคจับตาสิ่งที่แบรนด์ นักการตลาดสื่อสารเสมอ

มีแสงสว่างปลายอุโมงค์
ท่ามกลางปัจจัยลบ ข่าวร้ายรายล้อม แต่ยังมองปัจจัยบวกที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ สร้างการเติบโต ประกอบด้วย แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลง แม้จะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งจีนอาจยังไม่กลับมาเต็มร้อยก็ตาม และการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งต้นปีดีเลย์ไป

“อยากให้มอง 5 โฟกัสเป็นเรื่องจำเป็น และธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงอย่างมีนวัตกรรมเพื่อแข่งขันได้ แล้วทรานส์ฟอร์ม ลอกคราบตัวเองไปสู่อนาคตใหม่ สร้างการเติบโตของประเทศร่วมกัน ที่สำคัญท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว นักการตลาดต้องผลิตสินค้าคุณภาพ ราคาจับต้องได้เพื่อตอบสนองผู้บริโภค และอย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติ นักการตลาดมองเป็นโอกาสเสมอ"

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1134121

@Wealthrepublic