Website-2025-06-24T112843

Website-2025-06-24T112843

💠 สหรัฐฯ ได้โจมตีทางทหารใส่อิหร่าน โดยใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายสำคัญ เช่น ฐานทัพ, โครงสร้าง พื้นฐานด้านกองทัพ และศูนย์ควบคุมระบบป้องกันภัยทางอากาศ
💠 อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาค และขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ (จุด ยุทรศาสตร์การขนส่งน้ำมัน)
💠 เหตุผลการโจมตี สหรัฐฯอ้างว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตีทหารสหรัฐฯ หรือพันรมิตรในภูมิภาคเพื่อลด ศักยภาพทางทหารของอิหร่าน โดยเฉพาะขีปนาวุธและโดรนที่เป็นภัยคุกคามต่อกองกำลังสหรัฐฯ
💠 เราประเมินว่าหตุการณ์จะกินระยะเวลาไม่ยาวนาน และตลาดปรับฐานลงไม่มากเนื่องจากอาจมีการกดดันให้เข้า สู่การเจรจากันโดยตรง หรือเป็นการเจรจาโดยมีตัวกลาง เช่น UN หรือ EU เป็นต้น
💠 จากสถิติในอดีต หากเป็นสงครามจำกัดขอบเขตในตะวันออกกลาง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักจะปรับตัวลงไม่ มาก (-1%ถึง -6%) และฟื้นรวดเร็ว (ภายใน 3 สัปดาห์) ขณะที่ผลตอบแทนปีถัดไปหลังเกิดเหตุการณ์ ปรับตัวขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10%-15%
💠 แต่หากเหตุการณ์ลุกลามเป็นวิกฤตพลังงาน เช่นปี 1973 สถานการณ์จะรุนแรงมาก (ลบถึง 48%) และใช้ เวลา recovery หลายปี ซึ่งเราประเมินว่าโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้น้อยมาก
💠 กลยุทธ์สำหรับนักลงทุน ระยะสั้น เน้น Safe haven (ทองคำ,พันธบัตรสหรัฐฯ), ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงอาจ ปรับตัวลงเล็กน้อยในช่วงสั้น
💠 ระยะกลาง จับตาสัญญาณการเจรจาซึ่งจะส่งผลต่อราคา น้ำมัน และ ผลตอบแทนพันธบัตร
💠 ระยะยาว หากเกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้นจริง (Escalation) กลุ่มของ energy sector / defense sector จะ outperform แต่หากเจรจากันได้ ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นและให้น้ำหนักเรื่องปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น


🏵️🏵️ ถึงแม้เราจะประเมินว่าผล
กระทบต่อตลาดหุ้นค่อนข้างจำกัด แต่ในระยะสั้นเราแนะนำ Wait&See ใน สินทรัพย์เสี่ยง เพื่อดูความคืบหน้าและผลการเจรจาในระยะถัดไป รวมถึงอาจจะเพิ่มสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง ทองคำและพันธบัตรเข้าพอร์ตการลงทุน ซึ่งเราประเมินว่า ความผันผวนในปีนี้จะยังคงอยู่ถึงแม้เหตุการณ์ความไม่ สงบในตะวันออกกลางจะลดลง แต่ยังมีประเด็นด้านสงครามการค้า และสงครามเทคโนโลยีที่ยังรออยู่ในระยะถัดไป

ที่มา : EASTSPRING

@Wealthrepublic