จับตาผลกระทบการสู้รบ สหรัฐฯ-อิหร่าน🇺🇸🇮🇷
โพสต์เมื่อ : 24 มิ.ย 2568 เวลา 4:35 น.

💠 อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาค และขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ (จุด ยุทรศาสตร์การขนส่งน้ำมัน)
💠 เหตุผลการโจมตี สหรัฐฯอ้างว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตีทหารสหรัฐฯ หรือพันรมิตรในภูมิภาคเพื่อลด ศักยภาพทางทหารของอิหร่าน โดยเฉพาะขีปนาวุธและโดรนที่เป็นภัยคุกคามต่อกองกำลังสหรัฐฯ
💠 เราประเมินว่าหตุการณ์จะกินระยะเวลาไม่ยาวนาน และตลาดปรับฐานลงไม่มากเนื่องจากอาจมีการกดดันให้เข้า สู่การเจรจากันโดยตรง หรือเป็นการเจรจาโดยมีตัวกลาง เช่น UN หรือ EU เป็นต้น
💠 จากสถิติในอดีต หากเป็นสงครามจำกัดขอบเขตในตะวันออกกลาง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักจะปรับตัวลงไม่ มาก (-1%ถึง -6%) และฟื้นรวดเร็ว (ภายใน 3 สัปดาห์) ขณะที่ผลตอบแทนปีถัดไปหลังเกิดเหตุการณ์ ปรับตัวขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10%-15%
💠 แต่หากเหตุการณ์ลุกลามเป็นวิกฤตพลังงาน เช่นปี 1973 สถานการณ์จะรุนแรงมาก (ลบถึง 48%) และใช้ เวลา recovery หลายปี ซึ่งเราประเมินว่าโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้น้อยมาก
💠 กลยุทธ์สำหรับนักลงทุน ระยะสั้น เน้น Safe haven (ทองคำ,พันธบัตรสหรัฐฯ), ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงอาจ ปรับตัวลงเล็กน้อยในช่วงสั้น
💠 ระยะกลาง จับตาสัญญาณการเจรจาซึ่งจะส่งผลต่อราคา น้ำมัน และ ผลตอบแทนพันธบัตร
💠 ระยะยาว หากเกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้นจริง (Escalation) กลุ่มของ energy sector / defense sector จะ outperform แต่หากเจรจากันได้ ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นและให้น้ำหนักเรื่องปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น
🏵️🏵️ ถึงแม้เราจะประเมินว่าผล
กระทบต่อตลาดหุ้นค่อนข้างจำกัด แต่ในระยะสั้นเราแนะนำ Wait&See ใน สินทรัพย์เสี่ยง เพื่อดูความคืบหน้าและผลการเจรจาในระยะถัดไป รวมถึงอาจจะเพิ่มสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง ทองคำและพันธบัตรเข้าพอร์ตการลงทุน ซึ่งเราประเมินว่า ความผันผวนในปีนี้จะยังคงอยู่ถึงแม้เหตุการณ์ความไม่ สงบในตะวันออกกลางจะลดลง แต่ยังมีประเด็นด้านสงครามการค้า และสงครามเทคโนโลยีที่ยังรออยู่ในระยะถัดไป
ที่มา : EASTSPRING
@Wealthrepublic