Website(93)

Website(93)





📊 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบ ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อและกระทบตลาดพลังงานโลก
📉Dow Jones ลดลง 403.51 จุด (-0.83%) ปิดที่ 48,501.27 จุด
📉 S&P 500 ลดลง -0.94% ปิดที่ 6,816.63 จุด
📉 NASDAQ ลดลง -1.02% ปิดที่ 22,516.69 จุด
     📌 ตลาดหุ้นเริ่ม ลดช่วงลบ หลังจาก ประธานาธิบดี Trump ให้ความเห็นเกี่ยวกับการขนส่งน้ำมัน โดยยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ พร้อมดำเนินการเพื่อ รักษาความปลอดภัยการเดินเรือในช่องแคบ Hormuz
     📌 อย่างไรก็ดี เมื่อคืนแรงขายกระจายทั่วทั้งตลาด โดย ทุก sector ใน S&P 500 ปิดลบ กลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุด ได้แก่ Materials และ Industrials จากความกังวลว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนเศรษฐกิจและกดดันการเติบโต
     📌 กลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นชิปถูกกดดัน หลังจากที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดก่อนหน้านี้ โดยหุ้น Nvidia และกลุ่ม memory chip ปรับตัวลดลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในเกาหลีใต้
     📌 ในทางตรงกันข้าม หุ้นกลุ่ม Software ปรับตัวแข็งแกร่งกว่าตลาด โดย iShares Expanded Tech-Software Sector ETF (IGV) ปรับตัวขึ้นประมาณ +2%
     📌 หุ้นขนาดเล็กถูกขายมากที่สุด โดยดัชนี Russell 2000 ลดลงเกือบ -2% อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีดัชนียังปรับตัวขึ้นประมาณ +5% ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวลงประมาณ -0.6% YTD
     📌 ขณะเดียวกัน นักลงทุนรายย่อยแห่เข้าซื้อหุ้นพลังงาน หลังราคาน้ำมันพุ่ง โดย Energy Select Sector SPDR (XLE) มีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 49 ล้าน USD ในวันจันทร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แซงหน้าสถิติเดิมที่เกิดขึ้นในช่วงสงคราม รัสเซีย–ยูเครน ปี 2022 โดยตั้งแต่ต้นปี 2026 กองทุน XLE ปรับตัวขึ้นประมาณ +27% ซึ่งถือว่า outperform ตลาดหุ้นโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
     📍 สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคยังทวีความตึงเครียด
-สถานทูตสหรัฐฯ ใน Riyadh ถูกโจมตีด้วยโดรน
-สหรัฐฯ สั่งอพยพเจ้าหน้าที่จาก Bahrain, Iraq และ Jordan
-กลุ่ม Hezbollah ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตี Tel Aviv
-มีความกังวลว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศอ่าวอาหรับ เช่น UAE อาจเผชิญแรงกดดันจากการโจมตีต่อเนื่อง
-Trump ขู่ว่าจะตัดการค้ากับสเปน เนื่องจากรัฐบาลสเปนไม่อนุญาตให้สหรัฐใช้ฐานทัพสำหรับปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน ส่งผลให้ ETF หุ้นสเปน (iShares MSCI Spain ETF) ปรับตัวลดลงมากกว่า -5.5% 📍
 
📜 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีเพิ่มขึ้น 1 bps  มาอยู่ที่ 4.063% โดยระหว่างวันเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 4.117%
     📌 ในช่วงต้นของการซื้อขาย Bond yields ปรับตัวขึ้น จากความกังวลว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอาจทำให้ แรงกดดันเงินเฟ้อกลับมา และทำให้ Fed ลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยีลด์ได้ ชะลอลงในช่วงท้ายตลาดตามราคาน้ำมันที่ลดความร้อนแรงลง


🏆 ราคาทองคำลดลง -3.6% อยู่ที่ 5,137 USD หลังจากในวันก่อนหน้าปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 สัปดาห์
     📌 ราคาทองคำปรับตัวลดลงในวันอังคาร จากแรงกดดันของ ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น และความคาดหวังต่อ การลดดอกเบี้ยของ Fed ที่ลดลง หลังความกังวลด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ
          โดยดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นทำให้ ทองคำมีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่น จึงกดดันแรงซื้อในตลาดทองคำ อย่างไรก็ดี ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มจะ หนุนราคาทองคำในระยะต่อไป


🛢️ ราคาน้ำมัน Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานโลก ปรับตัวขึ้น +4.71% ทะลุ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
     📌 ราคาน้ำมันเปิดตลาดพุ่งขึ้นมากกว่า +9% จากความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบ แต่หลังจากคำกล่าวของ Trump เรื่องคุ้มครองเรือที่ Hormuz ราคาน้ำมันก็ลดความร้อนแรงลง เหลือเพิ่มประมาณ +4% ทั้งนี้ แม้ว่าราคาน้ำมันจะย่อลงจากจุดสูงสุดระหว่างวัน แต่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังจากที่ปรับขึ้นกว่า +6% ในวันก่อนหน้า จากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์
💵 ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (DXY) ที่ 99.040 
     📌 ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้สะท้อนชัดว่า ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอันดับหนึ่งของตลาดในช่วงที่เกิด shock จากราคาน้ำมัน ตามมุมมองของ BofA โดยปัจจัยสำคัญมาจากความสามารถในการพึ่งพาพลังงานตนเองของสหรัฐฯ
🖇️ ค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.587 THB/USD
  
       ➡️ นักลงทุนยังคงจับตา ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ ช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอาจผลักดัน ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของตลาดการเงิน ให้สูงขึ้นในระยะต่อไป
          ขณะที่มีการวิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันว่า อิหร่านมีแนวโน้มใช้ยุทธศาสตร์ ‘ขยายแรงกดดันทางภูมิภาค’ ผ่านการโจมตีประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยมุ่งเป้าไปที่ โครงสร้างพื้นฐานพลังงานและระบบดิจิทัล เช่น Data Center เพื่อเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจและสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อสหรัฐฯ โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าความขัดแย้งอาจ ยืดเยื้อราว 4–6 สัปดาห์ จนศักยภาพทางทหารของแต่ละฝ่ายเริ่มถูกจำกัด
    🎯สรุปภาพรวม ความเสี่ยงยังอยู่ในระดับสูง ตลาดมีโอกาสผันผวนต่อเนื่อง จังหวะนี้ยังไม่เหมาะกับการรีบเข้าซื้อเมื่อย่อตัวแบบเร่งรีบ🎯


📊 ตลาดหุ้นยุโรปร่วงแรงในค่ำวันอังคาร จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น และกดดันความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก
🇪🇺 ดัชนี Stoxx Europe 600 ลดลง -3.2% ต่อเนื่องจากวันจันทร์ที่ดัชนีปิดลบไปแล้ว -1.6%
🇬🇧 ดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษ -2.75%
🇩🇪 ดัชนี DAX ของเยอรมนี-3.59%
🇫🇷 ดัชนี CAC 40 ของฝรั่งเศส -3.46%
     
📊 ตลาดหุ้นเอเชียผันผวนหนัก ในวันอังคารหลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้น้ำมันพุ่ง กดดันหุ้นเทค
     📌 ความเสี่ยงด้าน supply shock ทำให้ sentiment ตลาดเอเชียกลับเข้าสู่โหมด Risk-Off
     📌 เกาหลีใต้ร่วงแรงสุดในรอบ 19 เดือน Kospi -7.24% ปิดที่ 5,791.91 จุด,Samsung -เกือบ 10% และ SK Hynix -12% โดยแรงกดดันหลักมาจาก ความตึงเครียดตะวันออกกลาง และรายงานเลื่อนผลิตโรงงาน Samsung ในสหรัฐฯ ไปปี 2027
      📌 หุ้นกลาโหมสวนทางตลาด หุ้น Defense บางตัวพุ่งกว่า +20% สะท้อนเม็ดเงินหมุนเข้าสู่ธีมความมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
🇭🇰 ดัชนี Hang Seng ฮ่องกง -1.25%
🇨🇳 ดัชนี CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ -1.54%
🇹🇼 ดัชนี Taiex ของไต้หวัน  ปิดที่ 34,323.65 จุด ลดลง 771.44 จุด (-2.20%)
🇯🇵 ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น -3.06% Topix -3.24%
🇮🇳 ดัชนี Nifty 50 ของอินเดีย ตลาดปิดเนื่องในวันหยุด
🇻🇳 ดัชนี Vietnam Index -1.79% ที่ 1,813.14 จุด
🇹🇭 ดัชนี SET Index ตลาดปิดเนื่องในวันหยุด


📍Event ที่น่าติดตาม
🗓️พุธ 4 มี.ค.
🇨🇳 China Manufacturing PMI (ก.พ.) — คาด 49.1 | ก่อนหน้า 49.3
🇬🇧 UK Composite PMI (ก.พ.) — คาด 53.9 | ก่อนหน้า 53.9
🇬🇧 UK Services PMI (ก.พ.) — คาด 53.9 | ก่อนหน้า 53.9
🇺🇸 ADP Nonfarm Employment Change (ก.พ.) -คาด 49K | ก่อนหน้า 22K
🇺🇸 US Services PMI (ก.พ.) - คาด 52.3 | ก่อนหน้า 52.3
🇺🇸 ISM Non-Manufacturing PMI (ก.พ.) — คาด 53.5 | ก่อนหน้า 53.8
🇺🇸 Crude Oil Inventories — ก่อนหน้า +15.989M
การประกาศงบการเงิน
🔎 Broadcom - ตัวชี้นำ Semi / AI Infrastructure ของสัปดาห์
🔎 Rigetti - Quantum computing 


ที่มา :
Product Strategy, LHFund
Source: CNBC, investingcom, Tradingeconomics, Focus Taiwan, CNBC TV18, SET


@Wealthrepublic